เปรียบเทียบระบบจองร้านอาหารตัวท็อป ปี 2026

เปรียบเทียบระบบจองร้านอาหารตัวท็อป ปี 2026

ลองจินตนาการถึงภาพในคืนวันศุกร์ย่านทองหล่อ พนักงานต้อนรับเห็นโต๊ะถูกจองจนเต็มบน iPad แต่พอถึงเวลาจริง กลับมีโต๊ะว่างถึง 3 โต๊ะ เพราะลูกค้าเทโต๊ะที่จองไว้ อีกทั้งโทรไปก็ไม่รับสาย

และในขณะเดียวกัน มีลูกค้า 4 คนเดินเข้ามา แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ไม่ได้โต๊ะ เพราะในระบบยังขึ้นว่าโต๊ะเต็มอยู่

นี่คือภัยร้าย ที่คอยกัดกินกำไรของร้านคุณอยู่เงียบๆ ยิ่งในยุคที่ค่าแรงและค่าเช่าแพงแบบนี้ คุณไม่ควรปล่อยให้โต๊ะของคุณว่างเป็นอันขาด

หลายๆร้านพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการใช้แอปพลิเคชันสำหรับจองแทบทุกแอป ไม่ว่าจะเป็น Eatigo, Chope, TableCheck แต่สุดท้าย ก็ต้องจ่ายทั้งค่ารายเดือนและค่าหัวจนกินกำไรมากกว่าเก่า แถมยังไม่สามารถรู้ถึงข้อมูลของลูกค้าได้อีก

ทางออกไม่ใช่การให้ร้านของคุณไปโผล่ในทุกแอป แต่คือการเลือกอยู่บนแอปเหล่านี้อย่างชาญฉลาด คุณจำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า แอปไหนที่เหมาะกับร้านของคุณ

ในบทความนี้ เราจะพาไปเปรียบเทียบแอปต่างๆในไทย ทั้งแบบรวมร้านอาหารอย่าง Eatigo กับ Chope และแบบจองตรงอย่าง Aroi กับ TableCheck เพื่อให้คุณสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับร้านของคุณที่สุดได้


จากการหาลูกค้าใหม่ สู่การรักษาลูกค้าเก่า

หลายปีที่ผ่านมา เป้าหมายของการใช้แอปจองโต๊ะคือ ทำยังไงก็ได้ให้มีลูกค้ามานั่ง ทำให้แพลตฟอร์มอย่าง Eatigo เติบโตเป็นอย่างมาก เพราะสามารถช่วยเพิ่มลูกค้าในช่วงที่ไม่มีคนได้

แต่ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

  1. ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่แพงขึ้นอย่างมาก: การใช้แอปเพื่อหาลูกค้าตลอดคือต้นทุนมหาศาล คุณอาจต้องจ่ายค่าหัวกว่า 20-50 บาทต่อคน หรือเสียกำไรกว่า 50% เพื่อแลกกับการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ
  2. Data ที่เสียไป: ถ้าลูกค้าจองผ่านแอป คนที่ครอบครองข้อมูลของลูกค้าไม่ใช่คุณ แต่เป็นแอปคนกลาง ทำให้คุณไม่รู้ว่า ลูกค้าของคุณคือใครกันแน่ เพราะคุณไม่ได้มีข้อมูลเหล่านี้
  3. การมัดจำ: คนไทยเคยชินกับการจ่ายค่ามัดจำ ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่ยอมเก็บค่ามัดจำสำหรับจองโต๊ะ คุณอาจสูญเสียรายได้จากการโดนเทได้

Line OA คือสุดยอดเครื่องมือ CRM ในไทย ถ้าระบบจองของคุณไม่สามารถส่งข้อมูลลูกค้าเข้า Line ได้ นั่นเปรียบเสมือนกับการที่คุณกำลังแพ้เกมในระยะยาว


ประเภทของระบบจองโต๊ะที่คุณต้องรู้

ก่อนที่คุณจะเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสม คุณจำเป็นต้องเข้าใจโมเดลเหล่านี้เสียก่อน

1. สายลดราคา เช่น Eatigo

  • จุดเด่น: สำหรับช่วยเติมเต็มโต๊ะที่ว่างในช่วงเวลาที่คนน้อย
  • ข้อดี: มีลูกค้าเข้าร้านตลอด เหมาะกับร้านที่เปิดใหม่ ต้องการให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ
  • ข้อเสีย: ส่วนมากจะดึงดูดลูกค้าที่ชอบโปรโมชั่น และลูกค้ากลุ่มนี้ยากที่จะกลับมาอีกครั้งในราคาปกติ
  • เหมาะสำหรับ: ร้านบุฟเฟต์, ห้องอาหารโรงแรม All-day dining, ร้าน Chain ที่เน้น Volume

2. สายรวมร้าน เช่น Chope, Hungry Hub

  • จุดเด่น: เป็นเสมือนกับ Search Engine สำหรับเรื่องอาหาร
  • ข้อดี: มีคนเห็นร้านเยอะ รวมถึงนักท่องเที่ยว
  • ข้อเสีย: ต้องเสียค่าหัว และบางครั้งอาจต้องเสียเงินทั้งๆที่ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการมาที่ร้านของคุณอยู่แล้ว อีกทั้งยังขึ้นร้านของคู่แข่งใกล้ๆกับร้านของคุณ
  • เหมาะสำหรับ: ร้านอาหารในย่านท่องเที่ยว, Rooftop Bar, ร้านที่เน้นลูกค้าต่างชาติ

3. สายจองตรง เช่น Aroi, TableCheck, SevenRooms

  • จุดเด่น: ซอฟต์แวร์ White-label ที่แปะเป็นโลโก้ร้านของคุณเอง
  • ข้อดี: ไม่ต้องเสียค่าหัว เป็นเจ้าของข้อมูลลูกค้า
  • ข้อเสีย: จำเป็นต้องหา Traffic เอง
  • เหมาะกับ: ร้านที่เป็นที่รู้จัก, Omakase, Chef's Table


วางกลยุทธ์ยังไงให้ปัง

คุณไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงแค่แพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เพียงแค่คุณเข้าใจถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละอัน ก็จะสามารถนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมได้

กลยุทธ์ A: ยอมเสียเงินเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า

  • ช่วงเปิดร้าน: ใช้ Eatigo/Chope เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าให้กับร้าน แลกกับการเสียค่าหัว
  • ช่วงขยายฐาน: แปะ QR บนโต๊ะ ให้ลูกค้าเพิ่ม Line OA ของทางร้าน
  • ช่วงรักษาฐาน: ให้ลูกค้าจองผ่าน Aroi เพื่อรักษากำไรของร้าน
  • ผลลัพธ์: คุณเสียค่าหัวแค่เพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นสามารถเก็บกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

กลยุทธ์ B: ป้องกันลูกค้าไม่มาตามที่จอง

  • กฎเหล็ก: สำหรับลูกค้าที่จองมาสำหรับ 5 ที่นั่งขึ้นไป หรือจองในช่วงวันหยุด ต้องเก็บมัดจำ
  • เครื่องมือ: ใช้ Aroi เพื่อช่วยในการเก็บค่ามัดจำให้ลูกค้าได้อัตโนมัติ

เช็กก่อนใช้

  1. [ ] รองรับภาษาไทยไหม? 
  2. [ ] ต้องจ่ายรายเดือนหรือเก็บรายหัว? ถ้าคุณมีลูกค้าจองเข้าร้าน 1,000 คน/เดือน ถ้าค่าหัวคนละ 30 บาท เท่ากับคุณเสียรายได้ไปทั้งสิ้น 30,000 ต่อเดือน ในขณะที่แบบเหมาจ่ายรายเดือนจะถูกกว่าเป็นอย่างมาก
  3. [ ] นำข้อมูลออกมาได้ไหม? ถ้าวันนึงคุณไม่ได้ใช้ระบบเหล่านี้แล้ว คุณจะยังสามารถนำข้อมูลออกมาจากแพลตฟอร์มนั้นๆได้หรือเปล่า


ตัวอย่างการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

1. ร้าน Omakase คิวทอง

  • ปัญหา: 10 ที่นั่งต่อรอบ ถ้ามีคนเทแม้เพียงแค่คนเดียว เท่ากับรายได้หายไปทันที 10% และใช้แอดมินตอบไลน์สำหรับการจอง ถ้าตอบช้า ลูกค้าก็หนี
  • ทางออก: เปลี่ยนมาใช้ระบบจองตรง
  • วิธี: ลูกค้ากดจอง -> เลือกที่นั่ง -> จ่ายเงินล่วงหน้าเต็มจำนวนทันที
  • ผลลัพธ์: การันตีรายได้ 100% แอดมินทำงานน้อยลง

2. ร้านบุฟเฟต์ริมน้ำ

  • ปัญหา: ร้านใหญ่ เสาร์-อาทิตย์คนแน่น แต่ไม่มีลูกค้าในวันธรรมดา
  • ทางออก: ใช้ Eatigo เฉพาะวันธรรมดา
  • วิธี: ลด 50% ตอนบ่าย 2 และ 4 โมงเย็นสำหรับวันจันทร์-พฤหัสฯ เท่านั้น 
  • ผลลัพธ์: ได้กำไรเพิ่มเติมในช่วงที่ปกติไม่มีลูกค้าเข้า และไม่ทำให้กำไรในวันหยุดลดลง

3. ร้านอาหารอีสาน 5 สาขา

  • ปัญหา: ลูกค้าโทรจองสาขานึง ผ่านอีกสาขานึง
  • ทางออก: จองครบจบในที่เดียวด้วย Aroi
  • วิธี: ลูกค้ากดเลือกสาขาที่ต้องการผ่าน Line OA ได้ทันที และทางร้านสามารถเห็นสถานะการจองของทุกสาขาได้
  • ผลลัพธ์: หมดปัญหาจองผิดร้าน และสามารถจัดการทุกสาขาได้โดยง่าย


กลยุทธ์ที่เหมาะสมตามขนาดร้าน

  • สำหรับร้านขนาดเล็ก (1 สาขา): ใช้ระบบจองตรงคู่กับ Line OA เพื่อสร้างฐานข้อมูลของลูกค้าด้วยตนเอง อย่าใช้แอพที่รวมร้านเยอะๆ เว้นแต่ว่าต้องการ Traffic เพิ่ม และมีงบเพียงพอ
  • สำหรับร้านขนาดกลาง (หลายสาขา): ต้องมีระบบที่เชื่อมถึงกัน ระบบจองต้องสามารถเชื่อมต่อเข้ากับ POS ของร้านคุณได้
  • กับดักค่าคอมมิชชั่น: ให้ลองคำนวณค่าต้นทุนต่อหัว ถ้าสมมุติคุณต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มจองเดือนละไม่ต่ำกว่า 20,000 บางทีการนำงบส่วนนี้ไปลงกับการยิงโฆษณาบน Facebook อาจจะเป็นการคุ้มกว่า


อุดช่องโหว่ให้ธุรกิจด้วย Aroi

ในขณะที่ Chope หรือ TableCheck อาจจะเหมาะกับธุรกิจบางประเภท แต่ Aroi สามารถเข้ามาอุดช่องว่างได้สำหรับธุรกิจที่โฟกัสเรื่องของ “กำไร” และ “ข้อมูล”

  • ระบบมัดจำอัตโนมัติ: สามารถเก็บค่ามัดจำได้อัตโนมัติ หมดปัญหาการโดนเทโต๊ะ
  • สร้างฐานข้อมูลของตัวเอง: ต่างจากแพลตฟอร์มรวมร้านที่คุณไม่สามารถเป็นเจ้าของข้อมูลของลูกค้าได้ Aroi ให้สิทธิ์ในการครอบครองข้อมูลแบบ 100% เพื่อเปลี่ยนขาจรให้เป็นขาประจำได้ด้วยระบบ CRM ของคุณโดยตรง ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าหัวแม้แต่บาทเดียว


เริ่มสร้างฐานลูกค้าของตัวเอง

หากคุณกำลังใช้แพลตฟอร์มรวมร้านค้าเพื่อหาลูกค้าให้กับร้าน นั่นไม่ต่างจากการที่คุณกำลังเสียเงินเช่าลูกค้าให้เข้าร้านคุณอยู่ และการที่ยังจดการจองลงกระดาษก็อาจเกิดความผิดพลาดได้

ทำให้สิ่งที่ลงตัวที่สุดคือการใช้ระบบจองตรง ที่คุณสามารถเก็บเงินมัดจำได้อัตโนมัติ และสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของคุณเองแบบ 100%

ลองเช็กค่าหัวที่คุณต้องจ่ายเมื่อเดือนที่ผ่านมา ถ้ายอดนั้นมากกว่า 3,000 บางทีคุณควรจะพิจารณาระบบที่เหมาจ่ายรายเดือนแทน