เมื่อคุณต้องการหา POS สำหรับมาใช้ในร้าน คุณอาจจะเจอกับโฆษณาของ POS เจ้าดังๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Wongnai, Ocha, FoodStory และอีกมากมาย และทุกเจ้าก็บอกสิ่งที่คล้ายๆกันว่า “ใช้งานง่าย” ติดตั้งไว” และ “คุ้มค่า”
ปัญหาที่ตามมาก็คือ POS เจ้าไหนเหมาะกับคุณที่สุด
การเลือก POS ที่ไม่เหมาะกับร้านของคุณ อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมาที่มากยิ่งกว่าการเสียเงินค่าอุปกรณ์ เช่นการมารู้ทีหลังว่า POS ที่คุณใช้อยู่ไม่สามารถจัดการเรื่องแยกบิล หรือไม่สามารถเชื่อมต่อกับออเดอร์เดลิเวอรี่ได้ หรือที่แย่ที่สุดก็คือ คุณสูญเสียโอกาสในการนำข้อมูลของลูกค้าไปทำการตลาดต่อในภายหลัง
สิ่งที่คุณต้องการ ไม่ใช่โบรชัวร์การขายจาก POS แต่ละเจ้า แต่คือการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมาให้คุณเห็นภาพ และในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเจาะลึก POS ชั้นนำต่างๆในประเทศไทย เพื่อที่จะช่วยให้คุณเลือก POS ที่เหมาะสมที่สุดกับร้านของคุณได้
จาก "เครื่องคิดเงิน" สู่ "ระบบครบวงจร"
ที่ผ่านมา การซื้อ POS ไม่ต่างจากการซื้อเครื่องคิดเงินขนาดใหญ่แบบทีเดียวจบ ที่ทำอะไรได้ไม่มาก แต่ทุกวันนี้ สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มาตรฐานของร้านอาหารยุคใหม่คือต้องเป็น Cloud-First และ O2O เท่านั้น เพราะว่า:
- ยอดขาย Delivery: สำหรับในกรุงเทพฯ รายได้กว่า 40% ของร้านอาหารมาจากเดลิเวอรี่ หากร้านของคุณยังใช้ POS รุ่นเก่าอยู่ พนักงานของคุณต้องคอยมากรอกออเดอร์เหล่านั้นลงใน POS ซึ่งเสียเวลาและเสี่ยงต่อความผิดพลาดเป็นอย่างมาก แต่ POS รุ่นใหม่จะ Sync ออเดอร์ให้อัตโนมัติ
- วิกฤตแรงงาน: การจะจ้างพนักงานสักคนให้เขาอยู่กับเรานานๆ เป็นเรื่องที่ยาก คุณจึงควรมีระบบที่ใช้งานง่าย เพื่อให้พนักงานใหม่เรียนรู้ได้ภายในไม่กี่นาที
- สังคมไร้เงินสด: หากคุณยังใช้ป้าย QR Code สำหรับให้ลูกค้าชำระเงินเองอยู่ อาจมีความเสี่ยงทั้งเรื่องของความยุ่งยากสำหรับลูกค้า และการโอนไม่ตรงยอดจริง POS รุ่นใหม่จะสามารถสร้าง QR Code แยกสำหรับแต่ละบิลได้ ทำให้ลูกค้าจ่ายเงินได้ไวขึ้น และมั่นใจได้ว่าคุณได้เงินครบทุกบาททุกสตางค์
ประเภทต่างๆ ของ POS
POS แต่ละรุ่นล้วนมีจุดเด่นที่ต่างกันออกไป ซึ่งสามารถแยกออกมาได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่:
1. กลุ่มครบวงจร (Wongnai POS, FoodStory)
- เหมาะสำหรับ: ร้านอาหารแบบบริการเต็มรูปแบบ, ร้านที่มีหลายสาขา, และคาเฟ่ที่เน้นยอดขายจาก Delivery
- ข้อดี: เชื่อมต่อกับ Delivery ได้ดีมาก, รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ, และมีระบบจัดการสต็อกอย่างละเอียด
- ข้อเสีย: ค่าบริการรายเดือนค่อนข้างสูงและมักจะใช้ได้แค่อุปกรณ์เฉพาะของค่ายนั้นๆ
2. กลุ่มงบน้อย (Ocha, Loyverse)
- เหมาะสำหรับ: ร้านสตรีทฟู้ด, ตู้คีออสก์, และร้านชานมไข่มุกขนาดเล็ก
- ข้อดี: ลงทุนต่ำ ติดตั้งง่าย
- ข้อเสีย: ฟีเจอร์จำกัด ไม่รองรับการจัดการโต๊ะที่ซับซ้อน หรืออาหารแบบเป็นคอร์ส และการช่วยเหลืออาจล่าช้ากว่า
3. กลุ่ม Hybrid (Qashier, SilomPOS)
- เหมาะสำหรับ: ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ กึ่งขายของ หรือธุรกิจที่ต้องการดีไซน์เฉพาะตัว
- ข้อดี: เครื่อง "All-in-one" ดีไซน์สวย ทันสมัย และมักจะรองรับการรูดบัตรเครดิตในตัว
- ข้อเสีย: การเชื่อมต่อกับ Delivery อาจไม่ดีเท่ากลุ่มครบวงจร
เช็คลิสต์สำคัญก่อนตัดสินใจซื้อ
หลังจากลองใช้ตัว Demo แล้ว อย่าลืมถาม 4 คำถามนี้เพื่อให้มั่นใจว่า POS ที่คุณลองจะสามารถใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ:
1. จัดการเรื่องสั่งเพิ่มได้ดีแค่ไหน?
ลูกค้ามักชอบปรับแต่งรสชาติให้ถูกปาก หากการปรับแต่งเหล่านี้กินเวลานาน อาจทำให้ร้านของคุณคอขวดได้ในช่วงที่คนเยอะ
2. มี Offline Mode หรือไม่?
อินเทอร์เน็ตไม่ได้เสถียรเสมอไป หาก WiFi หลุดหรือเน็ตล่มตอนฝนตก ระบบ POS ต้องสามารถทำงานได้อย่างปกติ
3. สามารถแยกบิลได้ไหม?
ลูกค้ากลุ่มใหญ่มักขอแยกจ่าย จนอาจทำให้แต่ละบิลมีความซับซ้อนขึ้น ถ้าระบบสามารถรองรับในส่วนนี้ได้ จะทำให้พนักงานในร้านของคุณทำงานได้ง่ายกว่าเดิมอย่างมาก
4. รองรับ e-Tax Invoice หรือยัง?
กรมสรรพากรเริ่มผลักดันเรื่องภาษีดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบ POS ควรสามารถออก e-Tax Invoice ได้โดยง่าย
ข้อควรระวัง:
บางเจ้าอาจขายอุปกรณ์ในราคาถูกเพื่อให้คุณยอมจ่ายเงินซื้อ แต่ข้อเสียคือ คุณไม่สามารถเปลี่ยนซอฟต์แวร์ในภายหลังได้ จึงควรถามด้วยว่า สามารถใช้กับอุปกรณ์อื่นๆได้ด้วยหรือไม่
เลือก POS ให้เหมาะกับธุรกิจ
ร้านที่เน้น Delivery
- ร้านข้าวมันไก่ชื่อดังที่ยอดขายส่วนใหญ่มาจากออเดอร์เดลิเวอรี่
- ปัญหา: ใช้แบบเริ่มต้นเพราะเห็นว่าราคาถูก แต่ระบบไม่สามารถเชื่อมต่อกับแอป Delivery ได้ ทำให้ต้องจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อมาทำงานส่วนนี้โดยเฉพาะ
- ทางออก: ย้ายไปใช้ POS แบบครบวงจร
- บทเรียน: แม้ค่าบริการรายเดือนจะสูงกว่า แต่ก็คุ้มค่ากว่าเป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่ม ถ้าร้านคุณเน้น Delivery ให้ใช้ POS แบบครบวงจร
ร้านขนาดเล็ก
- ร้านชานมไข่มุกเล็กๆ บนสถานี BTS ลูกค้า 90% สแกนจ่ายและรับของภายใน 30 วินาที
- ปัญหา: เจ้าของร้านเคยสนใจระบบแบบครบวงจร แต่รู้สึกว่าเกินความจำเป็น เพราะกินพื้นที่เยอะ และมีหลายๆฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้งาน
- ทางออก: เลือกใช้ POS แบบตัวเริ่มต้นบนเครื่อง Android ขนาดพกพา
- บทเรียน: ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมาก เพราะเลือกใช้แบบที่เหมาะกับร้านจริงๆ
คาเฟ่ไลฟ์สไตล์
- คาเฟ่ที่ขายกาแฟ Specialty พร้อมทั้งขายเซรามิกนำเข้าและเมล็ดกาแฟ
- ปัญหา: POS ปกติทั่วไปใช้สำหรับขายกาแฟได้ดี แต่ลำบากเรื่องการจัดการสินค้าอื่นๆ อีกทั้งอุปกรณ์ยังมีขนาดใหญ่เต็มหน้าชั้นวาง
- ทางออก: เลือกใช้แบบ All-in-one
- บทเรียน: ได้อุปกรณ์แบบเครื่องเดียวจบ สามารถคิดเงินค่ากาแฟพร้อมกับของนำเข้าไปพร้อมๆกันได้ อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่สวยงามกะทัดรัด
แนวทางสู่ความสำเร็จ
1. เลือกใช้ให้เหมาะกับร้านของคุณ
- สำหรับร้านขนาดเล็ก (1 สาขา): เน้นความคล่องตัวเป็นหลัก ใช้ระบบที่สามารถใช้บน Tablet ได้ ในกรณีที่คุณต้องการเปลี่ยน POS ในอนาคต คุณจะได้ไม่เสียเงินฟรีๆไปกับค่าอุปกรณ์
- สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง (หลายสาขา): เน้นการรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว คุณต้องการ Dashboard ที่สามารถดูสต็อกของทุกร้านได้พร้อมกัน
2. แยกการทำงานเป็น 2 ส่วน
เลิกตามหาระบบที่สามารถทำได้ทุกอย่างในตัวเดียว แต่ให้แยกออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ
- ระบบจัดการการขายด้วย POS: ดูแลเรื่องออเดอร์, การชำระเงิน และคิดภาษี เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ
- ระบบดูแลลูกค้า (เช่น Aroi): ดูแลเรื่องการจอง, CRM, การตลาด และรีวิว เพื่อเพิ่มและรักษาฐานลูกค้า
3. ความแตกต่างระหว่าง ระบบในตัว vs. ระบบเฉพาะทาง
POS ส่วนมากมักมีฟีเจอร์ จองโต๊ะ หรือ ระบบสมาชิกแถมมาให้ด้วย
- ข้อจำกัด: ฟีเจอร์พวกนี้ มักจะใช้ได้แค่ในระดับทั่วไปเท่านั้น เหมาะกับการทำระบบสมาชิกให้ลูกค้าหรือลดราคา แต่ยังจำเป็นต้องกรอกข้อมูลเอาเอง
- ความได้เปรียบของระบบเฉพาะทาง: แพลตฟอร์มเฉพาะทางอย่าง Aroi ถูกสร้างมาเพื่อทำงานหลายๆอย่างแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการจอง การสร้างโปรไฟล์ลูกค้าแบบอัตโนมัติ และการส่งข้อความเตือนให้กับลูกค้าที่จองเข้ามา เพื่อลดปัญหาการไม่มาตามที่จองเอาไว้
เลิกสนใจแค่ฮาร์ดแวร์ แต่ควรสนใจ "ประสิทธิภาพ"
การตัดสินใจซื้อ POS ควรจะสนใจว่า ระบบไหนสามารถช่วยประหยัดเวลาการทำงานให้กับร้านของคุณ และเข้ากับยุคสมัยได้ดีที่สุด
หากคุณยังต้องคอยใช้เครื่องคิดเลขอีกเครื่องสำหรับคิดเงิน หรือคุณยังไม่สามารถเช็กยอดขายจากที่ไหนก็ได้ ถึงเวลาอันสมควรที่คุณต้องเปลี่ยนแล้ว